Tag Archives: love

6 Ways to Love (6 วิธีรัก)

“I give you a new command: Love each other. You must love each other just as I loved you.” (John 13:34)
“เราจะให้คำสั่งใหม่กับพวกคุณ คือให้รักซึ่งกันและกัน พวกคุณต้องรักกันเหมือนกับที่เรารักคุณ” (ยอห์น 13:34 ERV-TH)

6 Ways to Love (According to the Word of God):
6 วิธีรัก (ตามพระวจนะของพระเจ้า):

1.) Exercise good listening skills. Listen well when people are speaking to you. Do not interrupt. Do not ignore them. Consider whether the advice given is good. Do not gossip/do not say evil things about others.
๑.) พัฒนาทักษะการฟังที่ดี คือ ตั้งใจฟังเมื่อมีคนพูดคุยกับคุณ อย่าขัดจังหวะการพูดของเขา อย่าทำเป็นไม่สนใจ และพิจารณาดูว่าคำแนะนำที่คุณให้นั้นดีหรือไม่ อย่านินทาหรือพูดสิ่งไม่ดีเกี่ยวกับเขา

Some people like to do things their own way, and they get upset when people give them advice. Fools don’t want to learn from others. They only want to tell their own ideas. Do something evil, and people will hate you. Do something shameful, and they will have no respect for you. Words from wise people are like water bubbling up from a deep well—the well of wisdom. You must be fair in judging others. It is wrong to favor the guilty and rob the innocent of justice.
คนไม่เอาเพื่อนทำตามอำเภอใจ ต่อต้านหลักปฏิบัติที่ดีทุกอย่าง คนโง่ไม่ชอบฟังคำชี้แนะ แต่ชอบคุยฟุ้งเรื่องของตน การดูหมิ่นมากับความชั่ว และความอัปยศมากับความอับอาย ถ้อยคำของคนเราเป็นเหมือนน้ำลึก น้ำพุแห่งปัญญาเป็นสายน้ำเชี่ยวกราก การเข้าข้างคนชั่วเป็นเรื่องไม่ดี และการไม่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้บริสุทธิ์ก็ไม่ดีเช่นกัน

Fools say things to start arguments. They are just asking for a beating. Fools hurt themselves when they speak. Their own words trap them.
ริมฝีปากของคนโง่ก่อให้เกิดการวิวาท ปากของเขาเชิญชวนการโบยตี ปากของคนโง่ทำให้ตนเองพินาศ
ริมฝีปากของเขาเป็นกับดักชีวิตของตน

A proud person will soon be ruined, but a humble person will be honored. Let people finish speaking before you try to answer them. That way you will not embarrass yourself and look foolish. A good attitude will support you when you are sick, but if you give up, nothing can help.
ใจของคนย่อมหยิ่งผยองก่อนที่เขาจะล้มลง แต่ความถ่อมใจนำหน้าเกียรติยศ คนที่ตอบก่อนฟัง ก็โง่เขลาและขายหน้า กำลังใจทำให้ยืนหยัดได้แม้ในยามเจ็บป่วย แต่เมื่อใจแหลกสลายใครจะทนได้

Wise people want to learn more, so they listen closely to gain knowledge.
ใจของคนฉลาดขวนขวายหาความรู้ และหูของปราชญ์เสาะหามัน

The first person to speak always seems right until someone comes and asks the right questions.
ผู้ที่ให้การก่อนดูเหมือนเป็นฝ่ายถูก จนกระทั่งอีกฝ่ายเข้ามาสอบทานเขา

An insulted brother is harder to win back than a city with strong walls. Arguments separate people like the strong bars of a palace gate.
การไกล่เกลี่ยพี่น้องที่บาดหมางกันยากยิ่งกว่าการยึดเมืองป้อมปราการ ความขัดแย้งของพวกเขาจะขวางกั้นเจ้าเหมือนดาลที่ปิดประตูป้อมไว้

(Proverbs 18: 1-7, 12-15, 17 & 19)
(สุภาษิต 18:1-7, 12-15, 17 & 19 TNCV)

2.) Willingly give without argument or complaint. Give from a sincere heart.
๒.) เต็มใจที่จะให้โดยไม่โต้แย้งหรือบ่นว่า ให้ด้วยใจจริง

Some people are greedy and never have enough. Good people are generous and have plenty.(Proverbs 21:26)
เขาอยากได้โน่นอยากได้นี่อยู่วันยังค่ำ แต่คนชอบธรรมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (สุภาษิต 21: 26, TNCV)

Each one of you should give what you have decided in your heart to give. You should not give if it makes you unhappy or if you feel forced to give. God loves those who are happy to give. (2 Corinthians 9:7)
ละคนควรจะให้ตามที่ตั้งใจไว้ ไม่ใช่ให้ด้วยความเสียใจหรือถูกบังคับ เพราะพระเจ้ารักคนที่ให้ด้วยใจที่ชื่นชมยินดี (2 โครินธ์ 9:7 ERV-TH)

Do everything you possibly can for those who need help. If your neighbor needs something you have, don’t say, “Come back tomorrow.” Give it to him immediately.
(Proverbs 3: 27 & 28)
อย่าหน่วงเหนี่ยวสิ่งดีไว้จากผู้ที่สมควรได้รับ เมื่ออยู่ในอำนาจของเจ้าที่จะจัดการได้ อย่าพูดกับเพื่อนบ้านว่า “กลับมาพรุ่งนี้แล้วกัน แล้วฉันจะให้” ในเมื่อเจ้าสามารถให้ได้ทันที (สุภาษิต 3: 27 &28 TNCV)

If you have two shirts, share with someone who does not have one. If you have food, share that too. (Luke 3: 11)
คนที่มีเสื้อสองตัวก็แบ่งตัวหนึ่งให้กับคนที่ไม่มีใส่ และคนที่มีอาหารก็ให้ทำแบบเดียวกัน (ลูกา 3:11 ERV-TH)

Be careful! When you do something good, don’t do it in front of others so that they will see you. If you do that, you will have no reward from your Father in heaven. When you give to those who are poor, don’t announce that you are giving. Don’t be like the hypocrites. When they are in the synagogues and on the streets, they blow trumpets before they give so that people will see them. They want everyone to praise them. The truth is, that’s all the reward they will get. So when you give to the poor, don’t let anyone know what you are doing. Your giving should be done in private. Your Father can see what is done in private, and he will reward you. (Matthew 6: 1-4)
ระวังให้ดี อย่าทำความดีเพื่ออวดคนอื่น เพราะคุณจะไม่ได้รับรางวัลจากพระเจ้าของคุณที่อยู่บนสวรรค์ เวลาที่คุณช่วยเหลือคนจน ก็อย่าไปทำเหมือนกับไอ้พวกนักแสดง ที่ชอบเป่าแตรในที่ประชุม หรือตามท้องถนนเพื่อให้คนมาดูและชมเชยเขา เพราะจริงๆแล้ว เราจะบอกให้รู้ว่า พวกเขาก็ได้รับคำชมนั้นเป็นรางวัลไปเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อช่วยเหลือคนจน ก็อย่าให้มือซ้ายรู้ว่ามือขวาทำอะไร ดังนั้น เมื่อคุณช่วยเหลือคนจน ก็ให้ทำเป็นความลับ และพระบิดาของคุณผู้เห็นสิ่งที่คุณทำเป็นความลับนี้ ก็จะให้รางวัลกับคุณ (มัทธิว 6:1-4 ERV-TH)

3.) Always pray for the people that you love. Never give up.
๓.) อธิษฐานเผื่อคนที่คุณรักอย่างสม่ำเสมอโดยไม่หยุดหย่อน

(You should also pray for your enemies and anyone who asks for you to pray for them. Everyone needs God’s blessing.)
(คุณควรอธิษฐานเผื่อศัตรูของคุณด้วยเช่นกันและสำหรับทุกคนที่ขอให้คุณอธิษฐานเผื่อหรือผู้ที่ต้องการคำอธิษฐาน)

Love never gives up on people. It never stops trusting, never loses hope, and never quits. (1 Corinthians 13: 7)
ความรักปกป้องคุ้มครองเสมอ ไว้วางใจเสมอ มีความหวังอยู่เสมอและอดทนบากบั่นอยู่เสมอ (1 โครินธ์ 13:7 TNCV)

And as for me, I would never stop praying for you. If I stopped praying for you, I would be sinning against the Lord. I will continue to teach you the right way to live a good life. (1 Samuel 12:23)
ส่วนข้าพเจ้านั้นขออย่าให้ข้าพเจ้าทำบาปต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่าน ข้าพเจ้าจะยังคงสั่งสอนแนวทางอันดีงามและถูกต้องแก่ท่าน (1 ซามูเอล 12:23 TNCV)

Never stop praying. (1 Thessalonians 5:17)
จงอธิษฐานอยู่เสมอ (1 เธสะโลนิกา 5:17 TNCV)

4.) Think carefully before answering. Be considerate and gentle (if possible) in your response. Be polite. Try to  avoid an argument, if possible. It may be possible to be gentle even if you have to be firm.
๔.) คิดอย่างรอบคอบก่อนที่จะตอบ ตอบอย่างมีน้ำใจ อ่อนโยน สุภาพ พยายามหลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาทกันถ้าเป็นไปได้ เราสามารถอ่อนโยนได้ถึงแม้ว่าเราต้องมีความหนักแน่นมั่นคงในบางสิ่ง

Love is patient and kind. Love is not jealous, it does not brag, and it is not proud.
Love is not rude, it is not selfish, and it cannot be made angry easily. (1 Corinthians 13: 4, 5)
ความรักย่อมอดทนนาน ความรักคือความเมตตา ไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง
ไม่หยาบคาย ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว ไม่จดจำความผิด (1 โครินธ์ 13:4-5 TNCV)

It is better to have nothing but a dry piece of bread to eat in peace than a whole house full of food with everyone arguing. (Proverbs 17:1)
เศษเสี้ยวอาหารที่เย็นชืดพร้อมกับความสงบสุข ดีกว่าบ้านที่มีงานฉลองกันเต็มที่ พร้อมกับการทะเลาะวิวาท (สุภาษิต 17:1 TNCV)

A gentle answer makes anger disappear, but a rough answer makes it grow. (Proverbs 15:1)
คำตอบอ่อนหวานช่วยระงับความโกรธ แต่ถ้อยคำเผ็ดร้อนยั่วโทสะ (สุภาษิต 15:1 TNCV)

5.) Tell the truth.
๕.) พูดความจริง

Then we will no longer be like babies. We will not be people who are always changing like a ship that the waves carry one way and then another. We will not be influenced by every new teaching we hear from people who are trying to deceive us—those who make clever plans and use every kind of trick to fool others into following the wrong way. No, we will speak the truth with love. We will grow to be like Christ in every way. (Ephesians 4: 14, 15)
เมื่อนั้นเราจะไม่เป็นทารกอีกต่อไป ถูกกระแสซัดไปซัดมา ถูกพัดไปทางโน้นทางนี้โดยลมปากแห่งคำสอนและโดยกลลวงอันฉ้อฉลแยบยลของมนุษย์ แต่โดยการพูดความจริงด้วยความรัก เราจะเติบโตขึ้นในทุกสิ่งสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะคือพระคริสต์ (เอเฟซัส 4:14-15 TNCV)

A public correction is better than hidden love. Trustworthy are the bruises of a friend; excessive are the kisses of an enemy. (Proverbs 27:5 & 6 CEB)
ตักเตือนอย่างเปิดเผย ยังดีกว่าซ่อนคำเตือนไว้ด้วยความรัก บาดแผลที่เพื่อนทำก็ยังน่าเชื่อถือ แต่จูบของศัตรูก็พร่ำเพรื่อไม่จริงใจ (สุภาษิต 27: 5 & 6 TNCV)

You will know the truth, and the truth will make you free. (John 8:32)
พวกคุณจะรู้จักความจริงและความจริงจะทำให้พวกคุณเป็นอิสระ (ยอห์น 8:32 ERV-TH)

The Lord says, “I don’t want evil people to die. I want them to change their lives so that they can live! I correct and punish the people I love. So show that nothing is more important to you than living right. Change your hearts and lives.”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตประกาศว่า เราพึงพอใจในความตายของคนชั่วร้ายหรือ? เราไม่ยินดีมากกว่าหรือเมื่อเขาหันจากทางชั่วของตนและมีชีวิตอยู่? เราว่ากล่าวและตีสอนผู้ที่เรารัก ดังนั้นจงกระตือรือร้นและกลับใจใหม่

(Ezekiel 18: 23; Revelation 3:19 -See also 2 Thessalonians 2 to understand this passage)
(เอเสเคียล 18:23; วิวรณ์ 3:19 TNCV -ถ้าคุณอยากจะเข้าใจอ่าน2 เธสะโลนิกา 2

6.) Try to resolve conflicts one-to-one if possible, only bringing in witnesses if necessary (after trying to resolve the conflict one-on-one or if doing so was not possible). Whatever the outcome (good or bad), forgive.
๖.) พยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งแบบหนึ่งต่อหนึ่งถ้าเป็นไปได้ หรือนำผู้เป็นพยานไปด้วยในกรณีที่จำเป็น (หลังจากพยายามที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งแบบหนึ่งต่อหนึ่งหรือหลังจากการทำแบบนั้นไม่เป็นผล) ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร (ดีหรือไม่ดี) ก็ให้อภัยซึ่งกันและกัน

If your brother or sister in God’s family does something wrong, go and tell them what they did wrong. Do this when you are alone with them. If they listen to you, then you have helped them to be your brother or sister again. (Matthew 18:15)
ถ้าพี่น้องทำบาปต่อคุณ ก็ให้ไปชี้แจงความผิดของเขาตัวต่อตัว ถ้าเขาฟัง คุณก็ได้เขากลับมาเป็นพี่น้องอีก (มัทธิว 18:15 ERV-TH)

But if they refuse to listen, go to them again and take one or two people with you. Then there will be two or three people who will be able to tell all that happened. (Matthew 18:16)
แต่ถ้าเขาไม่ยอมฟัง ก็ให้พาอีกคนหรือสองคนไปหาเขาด้วยกัน เพื่อจะได้มีพยานรู้เห็นสองหรือสามคน (มัทธิว 18:16 ERV-TH)

Then Peter came to Him and said, “Lord, how often shall my brother sin against me, and I forgive him? Up to seven times?”
เปโตรก็เข้ามาถามพระเยซูว่า “อาจารย์ครับ เมื่อพี่น้องทำบาปต่อผม ผมควรจะอภัยให้กี่ครั้งดีครับ สักเจ็ดครั้งเลย จะดีไหมครับ”

Jesus said to him, “I do not say to you, up to seven times, but up to seventy times seven.
พระเยซูตอบว่า “ใครบอกว่าแค่เจ็ดครั้ง ต้องเป็นเจ็ดสิบเจ็ดครั้ง”

(Matthew 18: 21 & 22 NKJV)
(มัทธิว 18:21 & 22 ERV-TH)

Love is not rude, it is not selfish, and it cannot be made angry easily. Love does not remember wrongs done against it. Love is never happy when others do wrong, but it is always happy with the truth. Love never gives up on people. It never stops trusting, never loses hope, and never quits.
(ความรัก) ไม่หยาบคาย ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว ไม่จดจำความผิด ความรักไม่ปีติยินดีในความชั่ว แต่ชื่นชมยินดีในความจริง ความรักปกป้องคุ้มครองเสมอ ไว้วางใจเสมอ มีความหวังอยู่เสมอและอดทนบากบั่นอยู่เสมอ

(1 Corinthians 13: 5-7)
(1 โครินธ์ 13:5-7 TNCV)

Be kind and loving to each other. Forgive each other the same as God forgave you through Christ. Christ died for us while we were still sinners, and by this God showed how much he loves us. We have been made right with God by the blood sacrifice of Christ. So through Christ we will surely be saved from God’s anger. I mean that while we were God’s enemies, he made friends with us through his Son’s death. And the fact that we are now God’s friends makes it even more certain that he will save us through his Son’s life. (Ephesians 4:32, Romans 5: 8-10)
จงเมตตาและสงสาร เห็นใจกันและกัน ให้อภัยต่อกันเหมือนที่พระเจ้าทรงอภัยแก่ท่านในพระคริสต์ พระเจ้าได้แสดงความรักต่อเรา โดยยอมส่งพระคริสต์มาตายเพื่อเรา ทั้งๆที่เรายังเป็นคนบาปอยู่ ตอนนี้พระเจ้ายอมรับเราแล้วเพราะเลือดของพระคริสต์ ยิ่งกว่านั้นเราจะรอดพ้นจากความโกรธของพระเจ้าเพราะพระคริสต์อย่างแน่นอน ขนาดตอนที่เราเป็นศัตรูกับพระเจ้า ความตายของพระบุตรยังทำให้เรากลับมาคืนดีกับพระเจ้าได้เลย แล้วตอนนี้เราได้กลับมาคืนดีกับพระเจ้าแล้ว ดังนั้นชีวิตของพระบุตรจะต้องทำให้เราได้รับความรอดอย่างแน่นอน
(เอเฟซัส 4:32 TNCV; โรม 5:8-10 ERV-TH)

You killed Jesus by nailing him to a cross. But God, the same God our fathers had, raised Jesus up from death. God has sent his special servant Jesus. He sent him to you first. He sent him to bless you by causing each of you to turn away from your evil ways. (Acts 5: 30, 3: 26)
พระเยซูซึ่งพวกท่านประหารโดยแขวนไว้ที่ต้นไม้นั้นพระเจ้าของบรรพบุรุษของเราได้ทรงให้เป็นขึ้นจากตาย เมื่อพระเจ้าทรงยกผู้รับใช้ของพระองค์ขึ้นมาแล้วก็ทรงส่งพระองค์มายังพวกท่านก่อนเพื่ออวยพรท่านโดยทำให้แต่ละคนหันจากวิถีชั่วของตน (กิจการของอัครทูต 5:30, 3:26 TNCV)

Yes, God loved the world so much that he gave his only Son, so that everyone who believes in him would not be lost but have eternal life. God sent his Son into the world. He did not send him to judge the world guilty, but to save the world through him. People who believe in God’s Son are not judged guilty. But people who do not believe are already judged, because they have not believed in God’s only Son. They are judged by this fact: The light has come into the world. But they did not want light. They wanted darkness, because they were doing evil things. Everyone who does evil hates the light. They will not come to the light, because the light will show all the bad things they have done. But anyone who follows the true way comes to the light. Then the light will show that whatever they have done was done through God. (John 3:16-21)
เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์ เพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาในโลกเพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยโลกให้รอดโดยทางพระบุตรนั้น ผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ก็ไม่ถูกพิพากษา แต่ผู้ใดที่ไม่เชื่อก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว เพราะเขาไม่เชื่อในพระนามของพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า คำตัดสินเป็นดังนี้คือ ความสว่างได้เข้ามาในโลก แต่มนุษย์รักความมืดแทนที่จะรักความสว่าง เพราะการกระทำของพวกเขาชั่วร้าย ทุกคนที่ทำชั่วก็เกลียดความสว่าง และจะไม่เข้ามาในความสว่างเพราะกลัวว่าการกระทำของตนจะถูกเปิดโปง แต่ผู้ใดที่มีชีวิตอยู่โดยความจริงย่อมมาสู่ความสว่าง เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าสิ่งที่ตนทำนั้นได้ทำไปโดยพึ่งพระเจ้า (ยอห์น 3:16-21 TNCV)

Believe in the Lord Jesus and you will be saved. (Acts 16:31)
จงเชื่อในองค์พระเยซูเจ้า แล้วท่านจะได้รับความรอด (กิจการของอัครทูต 16:31 TNCV)

Perhaps you are not yet ready to believe. You don’t know yet who Jesus is. You don’t want to make a decision based on limited information. Please give Him a chance. Study His word and see what He can do for you, for He says:
บางทีคุณอาจจะยังไม่พร้อมที่จะเชื่อ หรือคุณยังไม่รู้ว่าพระเยซูคือใคร คุณไม่ต้องการที่จะตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่จำกัด โปรดให้โอกาสแก่พระองค์ โดยศึกษาพระคำของพระองค์และลองดูว่าพระองค์จะทำอะไรเพื่อคุณบ้าง เพราะพระองค์ได้ตรัสไว้อย่างนั้น:

“You carefully study the Scriptures. You think that they give you eternal life. These same Scriptures tell about me!” (John 5:39)
ท่านขยันศึกษา พระคัมภีร์เพราะท่านคิดว่าโดยพระคัมภีร์ท่านจะได้ชีวิตนิรันดร์ พระธรรมเหล่านั้นคือพระคัมภีร์ที่เป็นพยานเกี่ยวกับเรา (ยอห์น 5:39 TNCV)

Everything that was written in the past was written to teach us. Those things were written so that we could have hope. That hope comes from the patience and encouragement that the Scriptures give us. (Romans 15: 4)

ทุกอย่างที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ในสมัยก่อนนั้น ก็เขียนไว้เพื่อสั่งสอนเรา เพื่อว่าในขณะที่เราอดทนและได้รับกำลังใจจากพระคัมภีร์ เราจะได้ยึดมั่นในความหวังที่เรามี (โรม 15: 4 ERV-TH)

I think English texts from the Bible (unless otherwise cited) are from the ERV (Easy to Read Version).

Why This Waste?

While his enemies were plotting to destroy Him, Yeshua was eating with His disciples in the house of Simon, a pharisee whom He had healed from Leprosy, and who had become one of His followers. They were in Bethany, where Yeshua’s friends Mary, Martha and their recently resurrected brother Lazarus lived. Mary believed Yeshua’s teachings that He would be killed. In her sorrow and love for her Master, she went out and spent a year’s worth of wages on one pound of precious, sweet-smelling perfume to anoint His body with. This was a great sacrifice to her, but worth every coin and every drop for her beloved Master.

But, something gave Mary hope that her Master was to triumph after all. So she brought this perfume to the feast to honor her Lord. In love and devotion, she poured the perfume on His head and feet, and then, weeping, wiped His feet with her hair.

The disciples murmured amongst each other. John recorded that Judas (who was soon to betray his Master) asked, “Why was not this ointment sold for three hundred pence, and given to the poor?” (John 12:5, KJV)

Likewise, the disciples seemed to condemn Mary in their hearts, asking, “Why this waste?” (Matthew 26:8, NKJV)

“Why this waste?” The disciples were not all unified in their reason for asking this. Judas, the false disciple and traitor, condemned Mary (and indirectly condemned Yeshua, whom he professed to serve) by bringing up the use to which the cost of the perfume could have been spent, seeing the perfume being poured out upon the Lord as wasted. The other disciples may have agreed with Judas’ proposed intentions, thinking about all the good use the money could be put to in benefit of others. Perhaps, calling to mind their Master’s call to the rich young ruler to sell all his possessions and give to the poor (See Matthew 19:21), and knowing how their Master cared for the poor, even to the point that those who did not help them were condemned (see 25:31-46), they even believed or reasoned in their hearts that Judas’  concern was in harmony with their Master’s will and teachings.

But, though Judas wanted to stuff his own pockets, the Lord did not right then and there call out out His unfaithful disciple’s sin. Instead, He left that to be discovered later, and  called their attention to an even greater, more important point. Even if Judas’ expressed concern had been born from true and perfect motives, there was something more important that the disciples did not yet understand.

“Why trouble ye the woman?” (Matthew 26:10 [first part], KJV) He asked, “for she hath wrought a good work upon me. For ye have the poor always with you; but me ye have not always. For in that she hath poured this ointment on my body, she did it for my burial. Verily I say unto you, Wheresoever this gospel shall be preached in the whole world, there shall also this, that this woman hath done, be told for a memorial of her.” (Matthew 26: 10 [last part]-13, KJV) 

John’s record of his Master’s response is shorter, leaving the point to stand out more clearly. The Lord explained that Mary had kept the ointment for His burial, and that they would always have the poor among them, but that He would not always be with them in person. (See John 12: 7, 8)

If only the disciples realized what they were saying when they complained about Mary and her “waste”. Why did they see this gift, given in pure love, this act of true devotion, as wasted, and condemn Mary as though she had poured it on the ground? Did they not value their Master? Of course they did (except for Judas). They loved and appreciated their Master, too, but they did not yet understand what was going to take place, nor the significance of the act. Perhaps Mary herself did not understand either. Nor could they read Mary’s heart, as Yeshua could. This gift was given with pure motives, and pure intentions, by a woman who truly wished to honor her Master, and it encouraged Him.

This is that same Mary who sat at Jesus’ feet some time before, listening to Him teach as her sister, Martha, busied herself around the house. Martha was busy working to serve the Lord and His disciples and her (or were they His?) guests. Mary was listening to her Master and learning from Him. Martha seemed to think that Mary was being lazy, not thoughtful or considerate of her needs or maybe Martha saw her sister as wasting time, when she should have been helping her to serve.

“Lord, don’t you care that my sister has left me to do the work by myself? Tell her to help me!” (Luke 10: 40, NIV) Martha complained.

Did Martha expect that the Lord would agree to her, and send Mary to help? Didn’t Martha ask in faith for this help?

But the Lord responded, “Martha, Martha, you are worried and troubled about many things.  But one thing is needed, and Mary has chosen that good part, which will not be taken away from her.” (Luke 10:41-42, NKJV)

Martha wasn’t necessarily wrong in preparing for and serving the Lord actively. Actually, God’s people are supposed to “serve one another” (See Galatians 5:13) and to work to save souls (See Mark 16:15), but she was wrong in believing that her sister should serve in the same way that she was, at the same time that she was serving. In this passage, the Lord did not directly tell Martha that she needed to sit down and listen to Him teach also. There is no record in this passage that He directly (though what He said to her can be seen as an indirect invitation) invited Martha to leave her work and join her sister. No, what He told Martha was that she was “worried and upset about many things” (Luke 10:41 [last part], NIV), but that her sister, Mary, had chosen what was needed. What Mary needed to do at that point was to sit and listen to Christ. Did Martha join her sister at Jesus’ feet, or did she keep serving in the way that she was (perhaps with less complaint)? The Bible doesn’t indicate which choice Martha made. What it did say was that Mary had made the right choice. No, Mary might not have been helping her sister in her work, actively serving the Lord, but she was not wasting time either. She was learning from the Master.

sMar1242Dore_TheWidow_sMite

Whether it is time, resources, or money, nothing given to God is ever wasted. When a poor widow cast her two mites into the donation box at the temple, Yeshua commended her to His disciples (See Luke 21:1-4) . This widow had so little that perhaps some, if they had noticed and knew the poverty in which this woman lived, would have considered those two coins wasted. Perhaps those mites could have been spent on a little some bread to fill her grumbling stomach, but what good would those two mites do in the donation box? What significance would they have amongst or in comparison to the huge offerings given by the rich? But no, Yeshua knew that she had given all that she had, and that it would not be wasted. Not only does every coin add up, but the widow had given everything from a pure heart and pure motives. These would be registered in the book of Heaven, and her deed has been registered in the book of Luke also. About two thousand years later, her story is still being re-told to encourage thousands to give their all to God, and to know that God reads their hearts and appreciates what they give to Him if they give from pure motives, from the heart, in love, no matter how small and insignificant their offering may seem to them or (especially) to others, that God is pleased with them, because He knows that they have given their all.

rMat1419Dore_ChristFeedingTheMultitude

When a young boy gave his lunch, five loaves of bread and two small fish, the disciples thought that they and Yeshua might be able to share the meal and each have a little, or that at least their Master might be able to eat something. Maybe the boy was giving this food in faith, believing that he too would be fed, that Yeshua would share a little with him. Maybe he had already eaten and was giving what he had left. Maybe he was giving in faith believing that Yeshua could multiply them and feed everyone. Or, maybe this boy thought he was making a sacrifice, giving the only food that he had to eat. The Bible doesn’t specify the boy’s thoughts or motives, but he gave them. The child’s offering of food was not only not wasted, but the Lord multiplied that small offering abundantly, so that not only were over five thousand people fed (there were five thousand men plus women and children), but twelve baskets of leftover pieces. God not only multiplied the offering, providing extra blessings, but re-affirmed His disciples that nothing should be wasted, not even the leftovers, by telling them to “gather up the fragments” (See John 6:1-14).

Even in the parable of the ten talents, the unfaithful steward’s talent, which was given back to the master upon his return, was not wasted. In this parable, the master represents God (more specifically, he may represent Yeshua Himself), and the unfaithful stewards represent God’s servants (or even more broadly, all those whom God has given talents and resources to, which is everyone). Two stewards, who had been given more than the one, traded and invested their talents, and their talents were doubled. The unfaithful steward was given only one talent. Perhaps he was lazy, or perhaps he really thought that he had so little that there was nothing he could do with it, and in fear of losing it he put it in a safe place. The unfaithful steward was punished for hiding the talent rather than trying to use it. To the unfaithful steward, this talent was wasted, but in God’s service, it was not. Though the unfaithful steward was cast out and did not get to take part in the joy of his Master and the faithful stewards, his talent, at his master’s command was taken from him and given to the steward that had been given the most (See Matthew 25:14-30), because that steward had proven himself faithful in using and multiplying what he had been entrusted with.

Nothing given to God is ever wasted, even when it is mis-used. When Judas betrayed his Master, he sold Him for the price of a slave, thirty pieces of silver. It is possible that the silver that was used to buy Yeshua was taken from funds that were donated to the temple, the priests, or the rulers–from some form of offering or perhaps even the tithe. Even though the money that was possibly given to God was mis-used by people who should have been serving Him for selfish and horrifying evil purposes (to kill their Creator and their only Hope of freedom from sin and their only Way to  eternal life), it was still used to carry out God’s purpose and intentions of performing the ultimate sacrifice of His son, which was necessary for our survival (and eternal destiny, if we wish to be saved), but Judas, who accused Mary of wasting the oil, performed the ultimate waste. In selling his Master for 30 pieces of silver, he was selling his salvation. Judas traded eternal life in paradise with his Master for a measly thirty coins that he threw away before taking his own life. The money that he sold his soul for was no good to him, and was, as far as Judas was concerned, wasted (See Matthew 26:14-16, 27:3-6), though it was used to buy a potter’s field to bury the dead (and therefore still used and not fully wasted, it was wasted as far as Judas was concerned, and so was his life, except that his story lives on as a warning to us all, but in Judas’ case the lesson was wasted).

Though it can be wasted by the people who misuse it, and people who should have benefitted from it can be denied because of this misuse, nothing given to God is ever wasted. To withhold or steal from God for our own selfish purposes is waste, and to turn our backs on our Master, and betray our Lord, and sell our souls to the devil, whatever the price, is a waste. Why this waste?

Have you been wasteful? Give Him whatever you have left. As Him for wisdom as to what He would have you to do with what you still have. Ask Him to help you to redeem the wasted time, and show you what to do with it. Then, do something for the Lord.

Even if you have sold your soul to the devil, it’s not too late. God is able, “In whom we have redemption through his blood, the forgiveness of sins, according to the riches of his grace…” (Ephesians 1:7, KJV)

“If we confess our sins, he is faithful and just to forgive us our sins, and to cleanse us from all unrighteousness.” (1st John 1:9, KJV)

You see, you have no authority to sell yourself to the devil. “You do not belong to yourself.” (1st Corinthians 6:19 [last part], NLT) You belong to Christ and God the Father, who created you (See John 1: 1-4, 14), and who bought you back again after the human race sold themselves to the devil by partaking of forbidden fruit and continuing in sin (See Genesis 3). You were redeemed by a price (See 1st Corinthians 6:20 and 7:23), which is the blood of Christ, the Son of God, and the Creator (See 1st John 3:16, John 3:16 and 1st Peter 1:18).  It’s not too late to turn back to Christ, and he can rescue you.

But, He is alive. “Therefore he is also able to save to the uttermost those who draw near to God through him, seeing that he lives forever to make intercession for them.” (Hebrews 7:25, World English Bible)

“Let us then approach God’s throne of grace with confidence, so that we may receive mercy and find grace to help us in our time of need.” (Hebrews 4:16, NIV)

“But now having been freed from sin and enslaved to God, you derive your benefit, resulting in sanctification, and the outcome, eternal life.” (Romans 6:22, NASB)

“For the wages of sin is death; but the gift of God is eternal life through Jesus Christ our Lord.” (Romans 6:23, KJV)

But, you have to believe (See John 3:14-21, or John 3:16 and 18 for short).

Other Sources: Matthew 26, John 6, John 12, The Desire of Ages “The Feast at Simon’s House”, Art by Gustave Doré (public domain, from my understanding, though please correct me if I am mistaken, and I will remove it) found here.

 

Forcing Sunday Worship | The Sabbath Blog | Sabbath Truth

Source: Forcing Sunday Worship | The Sabbath Blog | Sabbath Truth

The Law of Love

A lawyer came to Jesus. His intention was to trap our Master Teacher with His own words. The question: “Teacher, which is the greatest commandment in the law?” (Matthew 22:36, WEB)

Continue reading The Law of Love

Lessons from the Vine

Dirt roads branched off from the paved road that separated fields in which the farmers rotated their crop every few years or so. Since returning from college in the summer, I often walked those roads, before our house was sold and we moved into the woods. Wild grape vines grew wherever they could along that road—overtaking trees and bushes, climbing up sign posts and even laying low to the ground—decorating the scenery with their big, green, multi-pointed leaves. At the entrance to one of the dirt roads, I spotted some clusters of small, dark grapes. They grew abundantly in that little corner, entangled in the trees.

Continue reading Lessons from the Vine