All posts by Jessie

ค้นพบความจริง (Discover Truth)

ค้นพบความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าแล้วรู้ว่าชีวิตมีความหมายลึกๆนะค่ะ: กด…ดาวน์โหลด…อ่าน…เรียน…
Discover the truth about God and know that life has a deeper meaning: Click. Download. Read. Learn.

Living by Faith (ภาษาไทย)

Living by Faith (English)

 

ต้องการหนังสือคัมภีร์ไบเบิ้ลไหมคะ

Need a Bible? 

 

 

 

6 Ways to Love (6 วิธีรัก)

“I give you a new command: Love each other. You must love each other just as I loved you.” (John 13:34)
“เราจะให้คำสั่งใหม่กับพวกคุณ คือให้รักซึ่งกันและกัน พวกคุณต้องรักกันเหมือนกับที่เรารักคุณ” (ยอห์น 13:34 ERV-TH)

6 Ways to Love (According to the Word of God):
6 วิธีรัก (ตามพระวจนะของพระเจ้า):

1.) Exercise good listening skills. Listen well when people are speaking to you. Do not interrupt. Do not ignore them. Consider whether the advice given is good. Do not gossip/do not say evil things about others.
๑.) พัฒนาทักษะการฟังที่ดี คือ ตั้งใจฟังเมื่อมีคนพูดคุยกับคุณ อย่าขัดจังหวะการพูดของเขา อย่าทำเป็นไม่สนใจ และพิจารณาดูว่าคำแนะนำที่คุณให้นั้นดีหรือไม่ อย่านินทาหรือพูดสิ่งไม่ดีเกี่ยวกับเขา

Some people like to do things their own way, and they get upset when people give them advice. Fools don’t want to learn from others. They only want to tell their own ideas. Do something evil, and people will hate you. Do something shameful, and they will have no respect for you. Words from wise people are like water bubbling up from a deep well—the well of wisdom. You must be fair in judging others. It is wrong to favor the guilty and rob the innocent of justice.
คนไม่เอาเพื่อนทำตามอำเภอใจ ต่อต้านหลักปฏิบัติที่ดีทุกอย่าง คนโง่ไม่ชอบฟังคำชี้แนะ แต่ชอบคุยฟุ้งเรื่องของตน การดูหมิ่นมากับความชั่ว และความอัปยศมากับความอับอาย ถ้อยคำของคนเราเป็นเหมือนน้ำลึก น้ำพุแห่งปัญญาเป็นสายน้ำเชี่ยวกราก การเข้าข้างคนชั่วเป็นเรื่องไม่ดี และการไม่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้บริสุทธิ์ก็ไม่ดีเช่นกัน

Fools say things to start arguments. They are just asking for a beating. Fools hurt themselves when they speak. Their own words trap them.
ริมฝีปากของคนโง่ก่อให้เกิดการวิวาท ปากของเขาเชิญชวนการโบยตี ปากของคนโง่ทำให้ตนเองพินาศ
ริมฝีปากของเขาเป็นกับดักชีวิตของตน

A proud person will soon be ruined, but a humble person will be honored. Let people finish speaking before you try to answer them. That way you will not embarrass yourself and look foolish. A good attitude will support you when you are sick, but if you give up, nothing can help.
ใจของคนย่อมหยิ่งผยองก่อนที่เขาจะล้มลง แต่ความถ่อมใจนำหน้าเกียรติยศ คนที่ตอบก่อนฟัง ก็โง่เขลาและขายหน้า กำลังใจทำให้ยืนหยัดได้แม้ในยามเจ็บป่วย แต่เมื่อใจแหลกสลายใครจะทนได้

Wise people want to learn more, so they listen closely to gain knowledge.
ใจของคนฉลาดขวนขวายหาความรู้ และหูของปราชญ์เสาะหามัน

The first person to speak always seems right until someone comes and asks the right questions.
ผู้ที่ให้การก่อนดูเหมือนเป็นฝ่ายถูก จนกระทั่งอีกฝ่ายเข้ามาสอบทานเขา

An insulted brother is harder to win back than a city with strong walls. Arguments separate people like the strong bars of a palace gate.
การไกล่เกลี่ยพี่น้องที่บาดหมางกันยากยิ่งกว่าการยึดเมืองป้อมปราการ ความขัดแย้งของพวกเขาจะขวางกั้นเจ้าเหมือนดาลที่ปิดประตูป้อมไว้

(Proverbs 18: 1-7, 12-15, 17 & 19)
(สุภาษิต 18:1-7, 12-15, 17 & 19 TNCV)

2.) Willingly give without argument or complaint. Give from a sincere heart.
๒.) เต็มใจที่จะให้โดยไม่โต้แย้งหรือบ่นว่า ให้ด้วยใจจริง

Some people are greedy and never have enough. Good people are generous and have plenty.(Proverbs 21:26)
เขาอยากได้โน่นอยากได้นี่อยู่วันยังค่ำ แต่คนชอบธรรมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (สุภาษิต 21: 26, TNCV)

Each one of you should give what you have decided in your heart to give. You should not give if it makes you unhappy or if you feel forced to give. God loves those who are happy to give. (2 Corinthians 9:7)
ละคนควรจะให้ตามที่ตั้งใจไว้ ไม่ใช่ให้ด้วยความเสียใจหรือถูกบังคับ เพราะพระเจ้ารักคนที่ให้ด้วยใจที่ชื่นชมยินดี (2 โครินธ์ 9:7 ERV-TH)

Do everything you possibly can for those who need help. If your neighbor needs something you have, don’t say, “Come back tomorrow.” Give it to him immediately.
(Proverbs 3: 27 & 28)
อย่าหน่วงเหนี่ยวสิ่งดีไว้จากผู้ที่สมควรได้รับ เมื่ออยู่ในอำนาจของเจ้าที่จะจัดการได้ อย่าพูดกับเพื่อนบ้านว่า “กลับมาพรุ่งนี้แล้วกัน แล้วฉันจะให้” ในเมื่อเจ้าสามารถให้ได้ทันที (สุภาษิต 3: 27 &28 TNCV)

If you have two shirts, share with someone who does not have one. If you have food, share that too. (Luke 3: 11)
คนที่มีเสื้อสองตัวก็แบ่งตัวหนึ่งให้กับคนที่ไม่มีใส่ และคนที่มีอาหารก็ให้ทำแบบเดียวกัน (ลูกา 3:11 ERV-TH)

Be careful! When you do something good, don’t do it in front of others so that they will see you. If you do that, you will have no reward from your Father in heaven. When you give to those who are poor, don’t announce that you are giving. Don’t be like the hypocrites. When they are in the synagogues and on the streets, they blow trumpets before they give so that people will see them. They want everyone to praise them. The truth is, that’s all the reward they will get. So when you give to the poor, don’t let anyone know what you are doing. Your giving should be done in private. Your Father can see what is done in private, and he will reward you. (Matthew 6: 1-4)
ระวังให้ดี อย่าทำความดีเพื่ออวดคนอื่น เพราะคุณจะไม่ได้รับรางวัลจากพระเจ้าของคุณที่อยู่บนสวรรค์ เวลาที่คุณช่วยเหลือคนจน ก็อย่าไปทำเหมือนกับไอ้พวกนักแสดง ที่ชอบเป่าแตรในที่ประชุม หรือตามท้องถนนเพื่อให้คนมาดูและชมเชยเขา เพราะจริงๆแล้ว เราจะบอกให้รู้ว่า พวกเขาก็ได้รับคำชมนั้นเป็นรางวัลไปเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อช่วยเหลือคนจน ก็อย่าให้มือซ้ายรู้ว่ามือขวาทำอะไร ดังนั้น เมื่อคุณช่วยเหลือคนจน ก็ให้ทำเป็นความลับ และพระบิดาของคุณผู้เห็นสิ่งที่คุณทำเป็นความลับนี้ ก็จะให้รางวัลกับคุณ (มัทธิว 6:1-4 ERV-TH)

3.) Always pray for the people that you love. Never give up.
๓.) อธิษฐานเผื่อคนที่คุณรักอย่างสม่ำเสมอโดยไม่หยุดหย่อน

(You should also pray for your enemies and anyone who asks for you to pray for them. Everyone needs God’s blessing.)
(คุณควรอธิษฐานเผื่อศัตรูของคุณด้วยเช่นกันและสำหรับทุกคนที่ขอให้คุณอธิษฐานเผื่อหรือผู้ที่ต้องการคำอธิษฐาน)

Love never gives up on people. It never stops trusting, never loses hope, and never quits. (1 Corinthians 13: 7)
ความรักปกป้องคุ้มครองเสมอ ไว้วางใจเสมอ มีความหวังอยู่เสมอและอดทนบากบั่นอยู่เสมอ (1 โครินธ์ 13:7 TNCV)

And as for me, I would never stop praying for you. If I stopped praying for you, I would be sinning against the Lord. I will continue to teach you the right way to live a good life. (1 Samuel 12:23)
ส่วนข้าพเจ้านั้นขออย่าให้ข้าพเจ้าทำบาปต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่าน ข้าพเจ้าจะยังคงสั่งสอนแนวทางอันดีงามและถูกต้องแก่ท่าน (1 ซามูเอล 12:23 TNCV)

Never stop praying. (1 Thessalonians 5:17)
จงอธิษฐานอยู่เสมอ (1 เธสะโลนิกา 5:17 TNCV)

4.) Think carefully before answering. Be considerate and gentle (if possible) in your response. Be polite. Try to  avoid an argument, if possible. It may be possible to be gentle even if you have to be firm.
๔.) คิดอย่างรอบคอบก่อนที่จะตอบ ตอบอย่างมีน้ำใจ อ่อนโยน สุภาพ พยายามหลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาทกันถ้าเป็นไปได้ เราสามารถอ่อนโยนได้ถึงแม้ว่าเราต้องมีความหนักแน่นมั่นคงในบางสิ่ง

Love is patient and kind. Love is not jealous, it does not brag, and it is not proud.
Love is not rude, it is not selfish, and it cannot be made angry easily. (1 Corinthians 13: 4, 5)
ความรักย่อมอดทนนาน ความรักคือความเมตตา ไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง
ไม่หยาบคาย ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว ไม่จดจำความผิด (1 โครินธ์ 13:4-5 TNCV)

It is better to have nothing but a dry piece of bread to eat in peace than a whole house full of food with everyone arguing. (Proverbs 17:1)
เศษเสี้ยวอาหารที่เย็นชืดพร้อมกับความสงบสุข ดีกว่าบ้านที่มีงานฉลองกันเต็มที่ พร้อมกับการทะเลาะวิวาท (สุภาษิต 17:1 TNCV)

A gentle answer makes anger disappear, but a rough answer makes it grow. (Proverbs 15:1)
คำตอบอ่อนหวานช่วยระงับความโกรธ แต่ถ้อยคำเผ็ดร้อนยั่วโทสะ (สุภาษิต 15:1 TNCV)

5.) Tell the truth.
๕.) พูดความจริง

Then we will no longer be like babies. We will not be people who are always changing like a ship that the waves carry one way and then another. We will not be influenced by every new teaching we hear from people who are trying to deceive us—those who make clever plans and use every kind of trick to fool others into following the wrong way. No, we will speak the truth with love. We will grow to be like Christ in every way. (Ephesians 4: 14, 15)
เมื่อนั้นเราจะไม่เป็นทารกอีกต่อไป ถูกกระแสซัดไปซัดมา ถูกพัดไปทางโน้นทางนี้โดยลมปากแห่งคำสอนและโดยกลลวงอันฉ้อฉลแยบยลของมนุษย์ แต่โดยการพูดความจริงด้วยความรัก เราจะเติบโตขึ้นในทุกสิ่งสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะคือพระคริสต์ (เอเฟซัส 4:14-15 TNCV)

A public correction is better than hidden love. Trustworthy are the bruises of a friend; excessive are the kisses of an enemy. (Proverbs 27:5 & 6 CEB)
ตักเตือนอย่างเปิดเผย ยังดีกว่าซ่อนคำเตือนไว้ด้วยความรัก บาดแผลที่เพื่อนทำก็ยังน่าเชื่อถือ แต่จูบของศัตรูก็พร่ำเพรื่อไม่จริงใจ (สุภาษิต 27: 5 & 6 TNCV)

You will know the truth, and the truth will make you free. (John 8:32)
พวกคุณจะรู้จักความจริงและความจริงจะทำให้พวกคุณเป็นอิสระ (ยอห์น 8:32 ERV-TH)

The Lord says, “I don’t want evil people to die. I want them to change their lives so that they can live! I correct and punish the people I love. So show that nothing is more important to you than living right. Change your hearts and lives.”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตประกาศว่า เราพึงพอใจในความตายของคนชั่วร้ายหรือ? เราไม่ยินดีมากกว่าหรือเมื่อเขาหันจากทางชั่วของตนและมีชีวิตอยู่? เราว่ากล่าวและตีสอนผู้ที่เรารัก ดังนั้นจงกระตือรือร้นและกลับใจใหม่

(Ezekiel 18: 23; Revelation 3:19 -See also 2 Thessalonians 2 to understand this passage)
(เอเสเคียล 18:23; วิวรณ์ 3:19 TNCV -ถ้าคุณอยากจะเข้าใจอ่าน2 เธสะโลนิกา 2

6.) Try to resolve conflicts one-to-one if possible, only bringing in witnesses if necessary (after trying to resolve the conflict one-on-one or if doing so was not possible). Whatever the outcome (good or bad), forgive.
๖.) พยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งแบบหนึ่งต่อหนึ่งถ้าเป็นไปได้ หรือนำผู้เป็นพยานไปด้วยในกรณีที่จำเป็น (หลังจากพยายามที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งแบบหนึ่งต่อหนึ่งหรือหลังจากการทำแบบนั้นไม่เป็นผล) ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร (ดีหรือไม่ดี) ก็ให้อภัยซึ่งกันและกัน

If your brother or sister in God’s family does something wrong, go and tell them what they did wrong. Do this when you are alone with them. If they listen to you, then you have helped them to be your brother or sister again. (Matthew 18:15)
ถ้าพี่น้องทำบาปต่อคุณ ก็ให้ไปชี้แจงความผิดของเขาตัวต่อตัว ถ้าเขาฟัง คุณก็ได้เขากลับมาเป็นพี่น้องอีก (มัทธิว 18:15 ERV-TH)

But if they refuse to listen, go to them again and take one or two people with you. Then there will be two or three people who will be able to tell all that happened. (Matthew 18:16)
แต่ถ้าเขาไม่ยอมฟัง ก็ให้พาอีกคนหรือสองคนไปหาเขาด้วยกัน เพื่อจะได้มีพยานรู้เห็นสองหรือสามคน (มัทธิว 18:16 ERV-TH)

Then Peter came to Him and said, “Lord, how often shall my brother sin against me, and I forgive him? Up to seven times?”
เปโตรก็เข้ามาถามพระเยซูว่า “อาจารย์ครับ เมื่อพี่น้องทำบาปต่อผม ผมควรจะอภัยให้กี่ครั้งดีครับ สักเจ็ดครั้งเลย จะดีไหมครับ”

Jesus said to him, “I do not say to you, up to seven times, but up to seventy times seven.
พระเยซูตอบว่า “ใครบอกว่าแค่เจ็ดครั้ง ต้องเป็นเจ็ดสิบเจ็ดครั้ง”

(Matthew 18: 21 & 22 NKJV)
(มัทธิว 18:21 & 22 ERV-TH)

Love is not rude, it is not selfish, and it cannot be made angry easily. Love does not remember wrongs done against it. Love is never happy when others do wrong, but it is always happy with the truth. Love never gives up on people. It never stops trusting, never loses hope, and never quits.
(ความรัก) ไม่หยาบคาย ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว ไม่จดจำความผิด ความรักไม่ปีติยินดีในความชั่ว แต่ชื่นชมยินดีในความจริง ความรักปกป้องคุ้มครองเสมอ ไว้วางใจเสมอ มีความหวังอยู่เสมอและอดทนบากบั่นอยู่เสมอ

(1 Corinthians 13: 5-7)
(1 โครินธ์ 13:5-7 TNCV)

Be kind and loving to each other. Forgive each other the same as God forgave you through Christ. Christ died for us while we were still sinners, and by this God showed how much he loves us. We have been made right with God by the blood sacrifice of Christ. So through Christ we will surely be saved from God’s anger. I mean that while we were God’s enemies, he made friends with us through his Son’s death. And the fact that we are now God’s friends makes it even more certain that he will save us through his Son’s life. (Ephesians 4:32, Romans 5: 8-10)
จงเมตตาและสงสาร เห็นใจกันและกัน ให้อภัยต่อกันเหมือนที่พระเจ้าทรงอภัยแก่ท่านในพระคริสต์ พระเจ้าได้แสดงความรักต่อเรา โดยยอมส่งพระคริสต์มาตายเพื่อเรา ทั้งๆที่เรายังเป็นคนบาปอยู่ ตอนนี้พระเจ้ายอมรับเราแล้วเพราะเลือดของพระคริสต์ ยิ่งกว่านั้นเราจะรอดพ้นจากความโกรธของพระเจ้าเพราะพระคริสต์อย่างแน่นอน ขนาดตอนที่เราเป็นศัตรูกับพระเจ้า ความตายของพระบุตรยังทำให้เรากลับมาคืนดีกับพระเจ้าได้เลย แล้วตอนนี้เราได้กลับมาคืนดีกับพระเจ้าแล้ว ดังนั้นชีวิตของพระบุตรจะต้องทำให้เราได้รับความรอดอย่างแน่นอน
(เอเฟซัส 4:32 TNCV; โรม 5:8-10 ERV-TH)

You killed Jesus by nailing him to a cross. But God, the same God our fathers had, raised Jesus up from death. God has sent his special servant Jesus. He sent him to you first. He sent him to bless you by causing each of you to turn away from your evil ways. (Acts 5: 30, 3: 26)
พระเยซูซึ่งพวกท่านประหารโดยแขวนไว้ที่ต้นไม้นั้นพระเจ้าของบรรพบุรุษของเราได้ทรงให้เป็นขึ้นจากตาย เมื่อพระเจ้าทรงยกผู้รับใช้ของพระองค์ขึ้นมาแล้วก็ทรงส่งพระองค์มายังพวกท่านก่อนเพื่ออวยพรท่านโดยทำให้แต่ละคนหันจากวิถีชั่วของตน (กิจการของอัครทูต 5:30, 3:26 TNCV)

Yes, God loved the world so much that he gave his only Son, so that everyone who believes in him would not be lost but have eternal life. God sent his Son into the world. He did not send him to judge the world guilty, but to save the world through him. People who believe in God’s Son are not judged guilty. But people who do not believe are already judged, because they have not believed in God’s only Son. They are judged by this fact: The light has come into the world. But they did not want light. They wanted darkness, because they were doing evil things. Everyone who does evil hates the light. They will not come to the light, because the light will show all the bad things they have done. But anyone who follows the true way comes to the light. Then the light will show that whatever they have done was done through God. (John 3:16-21)
เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์ เพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาในโลกเพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยโลกให้รอดโดยทางพระบุตรนั้น ผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ก็ไม่ถูกพิพากษา แต่ผู้ใดที่ไม่เชื่อก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว เพราะเขาไม่เชื่อในพระนามของพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า คำตัดสินเป็นดังนี้คือ ความสว่างได้เข้ามาในโลก แต่มนุษย์รักความมืดแทนที่จะรักความสว่าง เพราะการกระทำของพวกเขาชั่วร้าย ทุกคนที่ทำชั่วก็เกลียดความสว่าง และจะไม่เข้ามาในความสว่างเพราะกลัวว่าการกระทำของตนจะถูกเปิดโปง แต่ผู้ใดที่มีชีวิตอยู่โดยความจริงย่อมมาสู่ความสว่าง เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าสิ่งที่ตนทำนั้นได้ทำไปโดยพึ่งพระเจ้า (ยอห์น 3:16-21 TNCV)

Believe in the Lord Jesus and you will be saved. (Acts 16:31)
จงเชื่อในองค์พระเยซูเจ้า แล้วท่านจะได้รับความรอด (กิจการของอัครทูต 16:31 TNCV)

Perhaps you are not yet ready to believe. You don’t know yet who Jesus is. You don’t want to make a decision based on limited information. Please give Him a chance. Study His word and see what He can do for you, for He says:
บางทีคุณอาจจะยังไม่พร้อมที่จะเชื่อ หรือคุณยังไม่รู้ว่าพระเยซูคือใคร คุณไม่ต้องการที่จะตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่จำกัด โปรดให้โอกาสแก่พระองค์ โดยศึกษาพระคำของพระองค์และลองดูว่าพระองค์จะทำอะไรเพื่อคุณบ้าง เพราะพระองค์ได้ตรัสไว้อย่างนั้น:

“You carefully study the Scriptures. You think that they give you eternal life. These same Scriptures tell about me!” (John 5:39)
ท่านขยันศึกษา พระคัมภีร์เพราะท่านคิดว่าโดยพระคัมภีร์ท่านจะได้ชีวิตนิรันดร์ พระธรรมเหล่านั้นคือพระคัมภีร์ที่เป็นพยานเกี่ยวกับเรา (ยอห์น 5:39 TNCV)

Everything that was written in the past was written to teach us. Those things were written so that we could have hope. That hope comes from the patience and encouragement that the Scriptures give us. (Romans 15: 4)

ทุกอย่างที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ในสมัยก่อนนั้น ก็เขียนไว้เพื่อสั่งสอนเรา เพื่อว่าในขณะที่เราอดทนและได้รับกำลังใจจากพระคัมภีร์ เราจะได้ยึดมั่นในความหวังที่เรามี (โรม 15: 4 ERV-TH)

I think English texts from the Bible (unless otherwise cited) are from the ERV (Easy to Read Version).

For the Guilty (สำหรับคนมีความรู้สึกผิด)

All have sinned and are not good enough to share God’s divine greatness.  When people sin, they earn what sin pays—death. But God gives his people a free gift—eternal life in Christ Jesus our Lord. (Romans 3: 23; 6:23 ERV)
 เพราะว่าทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระเกียรติสิริของพระเจ้า     เพราะว่าค่าตอบแทนที่ได้จากบาปคือความตาย แต่ของขวัญจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ใน   พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา (โรม 3: 23; 6:23 TNCV)

God makes people right through their faith in Jesus Christ. He does this for all who believe in Christ. Everyone is the same. They are made right with God by his grace. This is a free gift. They are made right with God by being made free from sin through Jesus Christ. (Romans 3: 22, 24 ERV)
ความชอบธรรมจากพระเจ้านี้ผ่านมาทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ไปถึงคนทั้งปวงที่เชื่อ ไม่มีข้อแตกต่างกัน      และโดยพระคุณของพระเจ้า พระองค์ทรงนับว่าพวกเขาเป็นผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่า ด้วยการที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่พวกเขา (โรม 3: 22, 24)

The Spirit works upon man’s heart, according to his desire and consent implanting in him a new nature. ( COL 411)
วิญญาณที่ทำงานอยู่ในหัวใจของมนุษย์ตามความประสงค์และความยินยอมของเขาจะปลูกฝังอุปนิสัยใหม่ให้แก่เขา

Prayer for the guilty, the sinner and the person with an evil or deceitful heart:
การสวดมนต์สําหรับคนมีความรู้สึกผิดและคนบาปและคนมีใจชั่วร้ายหรือใจหลอกลวง:

God, be merciful to me
because of your faithful love.
Because of your great compassion,
erase all the wrongs I have done.

ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเมตตาข้าพระองค์
ตามความรักมั่นคงของพระองค์
ขอทรงลบล้างการล่วงละเมิดทั้งสิ้นของข้าพระองค์
ตามพระกรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์

Scrub away my guilt.
Wash me clean from my sin.

ขอทรงล้างมลทินทั้งสิ้นของข้าพระองค์
และชำระข้าพระองค์จากบาปของข้าพระองค์

I know I have done wrong
I remember that sin all the time.

เพราะข้าพระองค์รู้ถึงการล่วงละเมิดของตนแล้ว
และบาปของข้าพระองค์อยู่ตรงหน้าข้าพระองค์เสมอ

I did what you said is wrong.
You are the one I have sinned against.
I say this so that people will know
that I am wrong and you are right.
What you decided is fair.

ข้าพระองค์ได้ทำบาปต่อพระองค์ ต่อพระองค์ผู้เดียว
และได้ทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรของพระองค์
ดังนั้นพระองค์จึงทรงเป็นฝ่ายถูกเมื่อทรงตัดสิน
และทรงชอบธรรมเมื่อทรงพิพากษา

I was born to do wrong,
a sinner before I left my mother’s womb.

แน่ทีเดียว ข้าพระองค์ก็บาปมาตั้งแต่เกิด
บาปตั้งแต่วินาทีที่มารดาได้ตั้งครรภ์ข้าพระองค์

You want me to be completely loyal,
so put true wisdom deep inside of me.

แน่ทีเดียว พระองค์ทรงประสงค์ความจริงภายใน
พระองค์ทรงสอน ข้าพระองค์ถึงปัญญาในส่วนลึกที่สุด

Remove my sin and make me pure.
Wash me until I am whiter than snow!

ขอทรงชำระข้าพระองค์ด้วยกิ่งหุสบเพื่อข้าพระองค์จะสะอาด
ขอทรงล้างข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะขาวยิ่งกว่าหิมะ

Let me hear sounds of joy and happiness again.
Let the bones you crushed be happy again.

ขอทรงชำระข้าพระองค์ด้วยกิ่งหุสบเพื่อข้าพระองค์จะสะอาด
ขอทรงล้างข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะขาวยิ่งกว่าหิมะ

Don’t look at my sins.
Erase them all.

ขอโปรดให้ข้าพระองค์ได้ยินเสียงแห่งความชื่นชมยินดีและความเปรมปรีดิ์
ขอโปรดให้กระดูกที่พระองค์หักทำลายแล้วนั้นปีติยินดี

God, create a pure heart in me,
and make my spirit strong again.

ขอทรงซ่อนพระพักตร์จากบาปทั้งหลายของข้าพระองค์
ขอทรงลบล้างความผิดทั้งสิ้นของข้าพระองค์

Don’t push me away
or take your Holy Spirit from me.

ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสร้างจิตใจที่บริสุทธิ์ในข้าพระองค์
และทรงฟื้นจิตวิญญาณอันมั่นคงขึ้นใหม่ภายในข้าพระองค์

God, spare me from the punishment of death.
My God, you are the one who saves me!
Let me sing about all the good things you do for me!

ข้าแต่พระเจ้า พระเจ้าผู้ทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอด
ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจากความผิดที่ทำให้เขาโลหิตตก
แล้วลิ้นของข้าพระองค์จะร้องสรรเสริญความชอบธรรมของพระองค

*In Jesus’ name, Amen.

*ในนามองพระเยชูคริสเจ้า อาเมน

(Psalm 51: 1-11, 14 ERV; สดุดี 51: 1-11, 14 TNCV)

[*not part of Isaiah

*ไม่อยู่ในสดุดี]

But if we confess our sins, he is faithful and just to forgive us our sins and cleanse us from everything we’ve done wrong.  God loved the people of this world so much that he gave his only Son, so that everyone who has faith in him will have eternal life and never really die. (1 John 1:9 CEB; John 3:16 CEB)

แต่ถ้าเรายอมสารภาพความบาปของเรา พระเจ้าผู้รักษาคำสัญญาและทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ จะยกโทษบาปให้กับเรา และจะล้างเราให้สะอาดจากความผิดทุกอย่างด้วย     เพราะว่าพระเจ้ารักผูกพันกับมนุษย์ในโลกนี้มาก จนถึงขนาดยอมสละพระบุตรเพียงองค์เดียวของพระองค์ เพื่อว่าทุกคนที่ไว้วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่สูญสิ้น แต่จะมีชีวิตกับพระเจ้าตลอดไป(1 ยอห์น 1:9; ยอห์น 3:16 ERV-TH)

He was being punished for what we did.
He was crushed because of our guilt.
He took the punishment we deserved, and this brought us peace.
We were healed because of his pain.

(Isaiah 53:5 ERV)

เขาถูกแทงเพราะการล่วงละเมิดของเรา
เขาบอบช้ำเพราะความชั่วช้าของเรา
เขารับโทษทัณฑ์เพื่อเราจะมีสันติสุข
บาดแผลของเขาทำให้เราได้รับการรักษาให้หาย

(อิสยาห์ 53:5 TNCV)

God has sent his special servant Jesus. He sent him to you first. He sent him to bless you by causing each of you to turn away from your evil ways. (Acts 3:26 ERV)

เมื่อพระเจ้าทรงยกผู้รับใช้ของพระองค์ขึ้นมาแล้วก็ทรงส่งพระองค์มายังพวกท่านก่อนเพื่ออวยพรท่านโดยทำให้แต่ละคนหันจากวิถีชั่วของตน (กิจการของอัครทูต 3:26 TNCV)

Believe in the Lord Jesus and you will be saved. (Acts 16:31)

ให้ไว้วางใจในองค์พระเยซูเจ้า แล้วท่านจะได้หลุดพ้นจากบาป (กิจการของอัครทูต 16:31 ERV-TH)

Jesus says: “Here I am! I stand at the door (of your heart) and knock. If you hear my voice and open the door, I will come in…” And because you belong to Christ Jesus, God’s peace will stand guard over all your thoughts and feelings. His peace can do this far better than our human minds. (Revelation 3:20; Philippians 4:7 ERV)

พระเยซูบอกว่า: “เราอยู่ที่นี่แล้ว! เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู (ใจของคุณ)  ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไป” แล้วสันติสุขของพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจจะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ (วิวรณ์ 3:20; ฟีลิปปี 4:7 TNCV)

Grace (พระคุณ)

Thought of the day:
“We ourselves owe everything to God’s free grace.” – COL 250
ข้อคิดประจำวัน เราเป็นหนี้ในพระคุณที่ให้เปล่าๆของพระเจ้า
…because no one can be made right with God by following the law. The law only shows us our sin. But God has a way to make people right, and it has nothing to do with the law. He has now shown us that new way, which the law and the prophets told us about. 22 God makes people right through their faith in[a] Jesus Christ. He does this for all who believe in Christ. Everyone is the same. 23 All have sinned and are not good enough to share God’s divine greatness. 24 They are made right with God by his grace. This is a free gift. They are made right with God by being made free from sin through Jesus Christ.  (Romans 3:20-24)

 

ไม่มีใครหรอกที่พระเจ้าจะยอมรับเนื่องจากทำสิ่งที่กฎบอกให้ทำ เพราะกฎนั้นมีไว้ชี้ให้เราเห็นถึงความบาปของตัวเอง     แต่ตอนนี้ พระเจ้าได้เปิดเผยให้เห็นว่าพระองค์นั้นซื่อสัตย์และทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ โดยไม่เกี่ยวข้องกับกฎเลย แต่ว่าทั้งกฎและพวกผู้พูดแทนพระเจ้าได้เป็นพยานถึงความซื่อสัตย์ของพระองค์        พระเจ้าทำให้เราเห็นว่าพระองค์นั้นซื่อสัตย์ และทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ พระองค์ทำอย่างนี้ผ่านทางความซื่อสัตย์ของพระเยซูคริสต์      เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆคนที่ไว้วางใจ ไม่มีใครแตกต่างกันเลย         เพราะทุกคนทำบาปเหมือนกันหมด และชีวิตของเขาขาดศักดิ์ศรีที่มาจากพระเจ้า         พระเจ้ามีความเมตตากรุณาและพระองค์ยอมรับทุกคนมาเป็นคนของพระองค์โดยไม่คิดมูลค่า และเพราะสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทำ พระเจ้าได้ปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระจากการเป็นทาสของบาป (โรม 3:20-24) 

God promised long ago through his prophets in the Holy Scriptures to give this Good News to his people. The Good News is about God’s Son, Jesus Christ our Lord. As a human, he was born from the family of David, but through the Holy Spirit he was shown to be God’s powerful Son when he was raised from death. Through Christ, God gave me the special work of an apostle—to lead people of all nations to believe and obey him. I do all this to honor Christ. (Romans 1: 2-5)
พวกผู้พูดแทนพระเจ้าได้ประกาศข่าวดีนี้ไว้ก่อนหน้านี้แล้วในพระคัมภีร์ อันศักดิ์สิทธิ์         ข่าวดีนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระบุตรของพระเจ้า คือพระเยซูคริสตเจ้าของพวกเรา พระองค์ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ผ่านทางเชื้อสายของดาวิด          เมื่อพระองค์ฟื้นขึ้นจากความตาย พระเจ้าได้แต่งตั้งพระองค์ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้เป็นพระบุตรผู้เต็มไปด้วยฤทธิ์อำนาจ          พวกเราได้รับสิทธิพิเศษผ่านทางพระเยซูให้มาเป็นศิษย์เอก เราได้รับสิทธิพิเศษนี้เพื่อพวกเราจะได้นำคนที่ไม่ใช่ยิวให้มาไว้วางใจและเชื่อฟังพระเจ้า พวกเราทำงานนี้เพื่อให้เกียรติกับพระคริสต์ (โรม 1: 2-5)
I mean that you have been saved by grace because you believed. You did not save yourselves; it was a gift from God. You are not saved by the things you have done, so there is nothing to boast about. God has made us what we are. In Christ Jesus, God made us new people so that we would spend our lives doing the good things he had already planned for us to do. (Ephesians 2: 8-10)
ที่พวกคุณรอดนั้นเป็นเพราะความเมตตากรุณาของพระเจ้า ผ่านมาทางความเชื่อของคุณ ไม่ได้มาจากตัวของพวกคุณเอง แต่เป็นของขวัญที่มาจากพระเจ้า        มันไม่ได้เป็นผลมาจากการกระทำของใคร เพื่อจะได้ไม่มีใครโอ้อวดได้         เพราะเราเป็นผลงานของพระเจ้า ที่พระองค์สร้างผ่านมาทางพระเยซูคริสต์ เพื่อให้เราทำสิ่งดีๆที่พระเจ้าได้เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วให้เราทำ (เอเฟซัส 2:8-10) 
With Jesus as our high priest, we can feel free to come before God’s throne where there is grace. There we receive mercy and kindness to help us when we need it. (Hebrews 4:16)
ดังนั้น ขอให้เราทุกคนมีความมั่นใจอย่างเต็มที่ ที่จะมายืนอยู่ต่อหน้าบัลลังก์ของพระเจ้าผู้มีความเมตตากรุณา เพื่อเราจะได้รับความปรานี และพบกับความเมตตากรุณาที่พระเจ้าจะช่วยเราในเวลาที่เราต้องการความช่วยเหลือ (ฮีบรู 4:16)
God has shown you his grace in many different ways. So be good servants and use whatever gift he has given you in a way that will best serve each other. (1st Peter 4:10)
พระเจ้าได้เมตตากรุณาให้พรสวรรค์หลากหลายกับพวกคุณ ให้แต่ละคนใช้พรสวรรค์ที่ได้รับมานั้นรับใช้ซึ่งกันและกัน เหมือนอย่างคนดูแลที่สัตย์ซื่อ (1 เปโตร 4:10)
Sin will not be your master, because you are not under law. You now live under God’s grace. (Romans 6:14)
ความบาปก็ไม่มีอำนาจเหนือพวกคุณอีกต่อไปแล้ว เพราะพวกคุณไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของกฎ แต่อยู่ใต้ความเมตตากรุณาของพระเจ้า (โรม 6:14)
That is the way we should live, because God’s grace has come. That grace can save everyone.  It teaches us not to live against God and not to do the bad things the world wants to do. It teaches us to live on earth now in a wise and right way—a way that shows true devotion to God. We should live like that while we are waiting for the coming of our great God and Savior Jesus Christ. He is our great hope, and he will come with glory.  He gave himself for us. He died to free us from all evil. He died to make us pure—people who belong only to him and who always want to do good. (Titus 2: 11-14)
ที่ผมพูดอย่างนี้ ก็เพราะความเมตตากรุณาของพระเจ้าได้มาถึงแล้ว เป็นความเมตตากรุณาที่นำความรอดมาให้กับทุกคน       ความเมตตากรุณานี้ ได้ฝึกอบรมให้เราละทิ้งชีวิตที่ไม่ได้ให้เกียรติกับพระเจ้า และทิ้งกิเลสตัณหาของโลกนี้ ความเมตตากรุณานี้ฝึกให้เรามีชีวิตแบบคนที่มีสติ คนที่ยุติธรรม และคนที่ให้เกียรติกับพระเจ้าในยุคนี้     เราควรจะทำอย่างนี้ในขณะที่เราตั้งหน้าตั้งตาคอยให้ความหวังที่นำเกียรติมาให้เราเป็นจริง ความหวังนั้นคือ เราจะได้เห็นเกียรติยศของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ และของพระเยซูคริสต์ผู้ช่วยให้รอดของเรา         พระองค์ได้ให้ชีวิตของพระองค์เองเพื่อเรา เพื่อจะได้ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากความชั่วร้ายทั้งปวง เพื่อชำระล้างเราให้บริสุทธิ์จะได้เป็นคนของพระองค์โดยเฉพาะ คือเป็นคนที่พยายามจะทำแต่ความดี (ทิตัส 2:11-14)
And if he chose them by grace, then it is not what they have done that made them his people. If they could be made his people by what they did, his gift of grace would not really be a gift. (Romans 11:6)
ถ้าพระองค์เลือกเรามาด้วยความเมตตากรุณา แสดงว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำ ไม่อย่างนั้นแล้วจะเรียกว่าเป็นความเมตตาได้อย่างไร (โรม 11:6)
God has sent his special servant Jesus. He sent him to you first. He sent him to bless you by causing each of you to turn away from your evil ways.” (Acts 3: 26)
เมื่อพระเจ้าได้เลือกพระเยซูผู้รับใช้ของพระองค์ พระองค์ก็ได้ส่งพระเยซูมาให้กับพวกคุณชาวอิสราเอลก่อน เพื่ออวยพรพวกคุณ ให้แต่ละคนหันหลังให้กับความชั่วร้ายของตัวเอง” (กิจการของอัครทูต 3:26)
Yes, God loved the world so much that he gave his only Son, so that everyone who believes in him would not be lost but have eternal life. (John 3:16)
 เพราะว่าพระเจ้ารักผูกพันกับมนุษย์ในโลกนี้มาก จนถึงขนาดยอมสละพระบุตรเพียงองค์เดียวของพระองค์ เพื่อว่าทุกคนที่ไว้วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่สูญสิ้น แต่จะมีชีวิตกับพระเจ้าตลอดไป (ยอห์น 3:16)
Bible passages…
English: ERV
ภาษาไทย: ERV-TH

Together 2016?

” When Protestantism shall stretch her hand across the gulf to grasp the hand of the Roman power, when she shall reach over the abyss to clasp hands with spiritualism, when, under the influence of this threefold union, our country shall repudiate every principle of its Constitution as a Protestant and republican government, and shall make provision for the propagation of papal falsehoods and delusions, then we may know that the time has come for the marvelous working of Satan and that the end is near.” (Testimonies for the Church, volume 5 p. 451)

Romanism is now regarded by Protestants with far greater favor than in former years. In those countries where Catholicism is not in the ascendancy, and the papists are taking a conciliatory course in order to gain influence, there is an increasing indifference concerning the doctrines that separate the reformed churches from the papal hierarchy; the opinion is gaining ground that, after all, we do not differ so widely upon vital points as has been supposed, and that a little concession on our part will bring us into a better understanding with Rome. The time was when Protestants placed a high value upon the liberty of conscience which had been so dearly purchased. They taught their children to abhor popery and held that to seek harmony with Rome would be disloyalty to God. But how widely different are the sentiments now expressed!

The defenders of the papacy declare that the church has been maligned, and the Protestant world are inclined to accept the statement. Many urge that it is unjust to judge the church of today by the abominations and absurdities that marked her reign during the centuries of ignorance and darkness. They excuse her horrible cruelty as the result of the barbarism of the times and plead that the influence of modern civilization has changed her sentiments.

Have these persons forgotten the claim of infallibility put forth for eight hundred years by this haughty power? So far from being relinquished, this claim was affirmed in the nineteenth century with greater positiveness than ever before. As Rome asserts that the “church never erred; nor will it, according to the Scriptures, ever err ” (John L. von Mosheim, Institutes of Ecclesiastical History, book 3, century II, part 2, chapter 2, section 9, note 17), how can she renounce the principles which governed her course in past ages?

The papal church will never relinquish her claim to infallibility. All that she has done in her persecution of those who reject her dogmas she holds to be right; and would she not repeat the same acts, should the opportunity be presented? Let the restraints now imposed by secular governments be removed and Rome be reinstated in her former power, and there would speedily be a revival of her tyranny and persecution. (The Great Controversy, “Liberty of Conscience Threatened” pp.  563 & 564)

Isaiah Ministries Scriptural Evidence Against Together 2016

“Nothing else than the kingdom of Babylon and of very Antichrist. For who is the man of sin and the son of perdition, but he who by his teaching and his ordinances increases the sin and perdition of souls in the church; while he yet sits in the church as if he were God? All these conditions have now for many ages been fulfilled by the papal tyranny.” (Martin Luther, First Principles, pp. 196-197)

Read (or listen to) The Great Controversy Online

“He (the antichrist) will be revealed and come to naught before the last day, so that every man shall comprehend and recognize that the pope is the real, true antichrist and not the vicar of Christ … Therefore those who consider the pope and his bishops as Christian shepherds and bishops are deeply in error, but even more are those who believe the the Turk (ISLAM) is the antichrist. Because the Turk (ISLAM) rules outside of the church and does not sit in the holy place, nor does he seek to bear the name of Christ, but is an open antagonist of Christ and His church. This does not need to be revealed, but it is clear and evident because he persecutes Christians openly and not as the pope does, secretly under the form of Godliness.” (Nicolaus Von Amsdorf, Furnemliche und gewisse Zeichen, sig.A2r.,v.)

Who did the reformers believe was the anti-Christ?

“And we ask you, brethren, in regard to the presence of our Lord Jesus Christ, and of our gathering together unto him, that ye be not quickly shaken in mind, nor be troubled, neither through spirit, neither through word, neither through letters as through us, as that the day of Christ hath arrived;  let not any one deceive you in any manner, because — if the falling away may not come first, and the man of sin be revealed — the son of the destruction,  who is opposing and is raising himself up above all called God or worshipped, so that he in the sanctuary of God as God hath sat down, shewing himself off that he is God — [the day doth not come].  Do ye not remember that, being yet with you, these things I said to you? and now, what is keeping down ye have known, for his being revealed in his own time,  for the secret of the lawlessness doth already work, only he who is keeping down now [will hinder] — till he may be out of the way,  and then shall be revealed the Lawless One, whom the Lord shall consume with the spirit of his mouth, and shall destroy with the manifestation of his presence,  [him,] whose presence is according to the working of the Adversary, in all power, and signs, and lying wonders,  and in all deceitfulness of the unrighteousness in those perishing, because the love of the truth they did not receive for their being saved,  and because of this shall God send to them a working of delusion, for their believing the lie, that they may be judged — all who did not believe the truth, but were well pleased in the unrighteousness.

And we — we ought to give thanks to God always for you, brethren, beloved by the Lord, that God did choose you from the beginning to salvation, in sanctification of the Spirit, and belief of the truth, to which He did call you through our good news, to the acquiring of the glory of our Lord Jesus Christ;  so, then, brethren, stand ye fast, and hold the deliverances that ye were taught, whether through word, whether through our letter; and may our Lord Jesus Christ himself, and our God and Father, who did love us, and did give comfort age-during, and good hope in grace, comfort your hearts, and establish you in every good word and work.” (2nd Thessalonians 2, YLT)

Fox’s Book of Martyrs

“Though it be admitted that Rome was once the mother of all Churches, yet from the time when it began to be the seat of Antichrist it has ceased to be what it was before. Some persons think us too severe and censorious when we call the Roman Pontiff Antichrist. But those who are of this opinion do not consider that they bring the same charge of presumption against Paul himself, after whom we speak and whose language we adopt .. I shall briefly show that (Paul’s words in II Thess. 2) are not capable of any other interpretation than that which applies them to the Papacy.” (Institutes of the Christian Religion, Vol.3, p.149)

Rekindle the Reformation!!!

Picture Courtesy of Adam4d (no affiliation)