6 Ways to Love (6 วิธีรัก)

“I give you a new command: Love each other. You must love each other just as I loved you.” (John 13:34)
“เราจะให้คำสั่งใหม่กับพวกคุณ คือให้รักซึ่งกันและกัน พวกคุณต้องรักกันเหมือนกับที่เรารักคุณ” (ยอห์น 13:34 ERV-TH)

6 Ways to Love (According to the Word of God):
6 วิธีรัก (ตามพระวจนะของพระเจ้า):

1.) Exercise good listening skills. Listen well when people are speaking to you. Do not interrupt. Do not ignore them. Consider whether the advice given is good. Do not gossip/do not say evil things about others.
๑.) พัฒนาทักษะการฟังที่ดี คือ ตั้งใจฟังเมื่อมีคนพูดคุยกับคุณ อย่าขัดจังหวะการพูดของเขา อย่าทำเป็นไม่สนใจ และพิจารณาดูว่าคำแนะนำที่คุณให้นั้นดีหรือไม่ อย่านินทาหรือพูดสิ่งไม่ดีเกี่ยวกับเขา

Some people like to do things their own way, and they get upset when people give them advice. Fools don’t want to learn from others. They only want to tell their own ideas. Do something evil, and people will hate you. Do something shameful, and they will have no respect for you. Words from wise people are like water bubbling up from a deep well—the well of wisdom. You must be fair in judging others. It is wrong to favor the guilty and rob the innocent of justice.
คนไม่เอาเพื่อนทำตามอำเภอใจ ต่อต้านหลักปฏิบัติที่ดีทุกอย่าง คนโง่ไม่ชอบฟังคำชี้แนะ แต่ชอบคุยฟุ้งเรื่องของตน การดูหมิ่นมากับความชั่ว และความอัปยศมากับความอับอาย ถ้อยคำของคนเราเป็นเหมือนน้ำลึก น้ำพุแห่งปัญญาเป็นสายน้ำเชี่ยวกราก การเข้าข้างคนชั่วเป็นเรื่องไม่ดี และการไม่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้บริสุทธิ์ก็ไม่ดีเช่นกัน

Fools say things to start arguments. They are just asking for a beating. Fools hurt themselves when they speak. Their own words trap them.
ริมฝีปากของคนโง่ก่อให้เกิดการวิวาท ปากของเขาเชิญชวนการโบยตี ปากของคนโง่ทำให้ตนเองพินาศ
ริมฝีปากของเขาเป็นกับดักชีวิตของตน

A proud person will soon be ruined, but a humble person will be honored. Let people finish speaking before you try to answer them. That way you will not embarrass yourself and look foolish. A good attitude will support you when you are sick, but if you give up, nothing can help.
ใจของคนย่อมหยิ่งผยองก่อนที่เขาจะล้มลง แต่ความถ่อมใจนำหน้าเกียรติยศ คนที่ตอบก่อนฟัง ก็โง่เขลาและขายหน้า กำลังใจทำให้ยืนหยัดได้แม้ในยามเจ็บป่วย แต่เมื่อใจแหลกสลายใครจะทนได้

Wise people want to learn more, so they listen closely to gain knowledge.
ใจของคนฉลาดขวนขวายหาความรู้ และหูของปราชญ์เสาะหามัน

The first person to speak always seems right until someone comes and asks the right questions.
ผู้ที่ให้การก่อนดูเหมือนเป็นฝ่ายถูก จนกระทั่งอีกฝ่ายเข้ามาสอบทานเขา

An insulted brother is harder to win back than a city with strong walls. Arguments separate people like the strong bars of a palace gate.
การไกล่เกลี่ยพี่น้องที่บาดหมางกันยากยิ่งกว่าการยึดเมืองป้อมปราการ ความขัดแย้งของพวกเขาจะขวางกั้นเจ้าเหมือนดาลที่ปิดประตูป้อมไว้

(Proverbs 18: 1-7, 12-15, 17 & 19)
(สุภาษิต 18:1-7, 12-15, 17 & 19 TNCV)

2.) Willingly give without argument or complaint. Give from a sincere heart.
๒.) เต็มใจที่จะให้โดยไม่โต้แย้งหรือบ่นว่า ให้ด้วยใจจริง

Some people are greedy and never have enough. Good people are generous and have plenty.(Proverbs 21:26)
เขาอยากได้โน่นอยากได้นี่อยู่วันยังค่ำ แต่คนชอบธรรมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (สุภาษิต 21: 26, TNCV)

Each one of you should give what you have decided in your heart to give. You should not give if it makes you unhappy or if you feel forced to give. God loves those who are happy to give. (2 Corinthians 9:7)
ละคนควรจะให้ตามที่ตั้งใจไว้ ไม่ใช่ให้ด้วยความเสียใจหรือถูกบังคับ เพราะพระเจ้ารักคนที่ให้ด้วยใจที่ชื่นชมยินดี (2 โครินธ์ 9:7 ERV-TH)

Do everything you possibly can for those who need help. If your neighbor needs something you have, don’t say, “Come back tomorrow.” Give it to him immediately.
(Proverbs 3: 27 & 28)
อย่าหน่วงเหนี่ยวสิ่งดีไว้จากผู้ที่สมควรได้รับ เมื่ออยู่ในอำนาจของเจ้าที่จะจัดการได้ อย่าพูดกับเพื่อนบ้านว่า “กลับมาพรุ่งนี้แล้วกัน แล้วฉันจะให้” ในเมื่อเจ้าสามารถให้ได้ทันที (สุภาษิต 3: 27 &28 TNCV)

If you have two shirts, share with someone who does not have one. If you have food, share that too. (Luke 3: 11)
คนที่มีเสื้อสองตัวก็แบ่งตัวหนึ่งให้กับคนที่ไม่มีใส่ และคนที่มีอาหารก็ให้ทำแบบเดียวกัน (ลูกา 3:11 ERV-TH)

Be careful! When you do something good, don’t do it in front of others so that they will see you. If you do that, you will have no reward from your Father in heaven. When you give to those who are poor, don’t announce that you are giving. Don’t be like the hypocrites. When they are in the synagogues and on the streets, they blow trumpets before they give so that people will see them. They want everyone to praise them. The truth is, that’s all the reward they will get. So when you give to the poor, don’t let anyone know what you are doing. Your giving should be done in private. Your Father can see what is done in private, and he will reward you. (Matthew 6: 1-4)
ระวังให้ดี อย่าทำความดีเพื่ออวดคนอื่น เพราะคุณจะไม่ได้รับรางวัลจากพระเจ้าของคุณที่อยู่บนสวรรค์ เวลาที่คุณช่วยเหลือคนจน ก็อย่าไปทำเหมือนกับไอ้พวกนักแสดง ที่ชอบเป่าแตรในที่ประชุม หรือตามท้องถนนเพื่อให้คนมาดูและชมเชยเขา เพราะจริงๆแล้ว เราจะบอกให้รู้ว่า พวกเขาก็ได้รับคำชมนั้นเป็นรางวัลไปเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อช่วยเหลือคนจน ก็อย่าให้มือซ้ายรู้ว่ามือขวาทำอะไร ดังนั้น เมื่อคุณช่วยเหลือคนจน ก็ให้ทำเป็นความลับ และพระบิดาของคุณผู้เห็นสิ่งที่คุณทำเป็นความลับนี้ ก็จะให้รางวัลกับคุณ (มัทธิว 6:1-4 ERV-TH)

3.) Always pray for the people that you love. Never give up.
๓.) อธิษฐานเผื่อคนที่คุณรักอย่างสม่ำเสมอโดยไม่หยุดหย่อน

(You should also pray for your enemies and anyone who asks for you to pray for them. Everyone needs God’s blessing.)
(คุณควรอธิษฐานเผื่อศัตรูของคุณด้วยเช่นกันและสำหรับทุกคนที่ขอให้คุณอธิษฐานเผื่อหรือผู้ที่ต้องการคำอธิษฐาน)

Love never gives up on people. It never stops trusting, never loses hope, and never quits. (1 Corinthians 13: 7)
ความรักปกป้องคุ้มครองเสมอ ไว้วางใจเสมอ มีความหวังอยู่เสมอและอดทนบากบั่นอยู่เสมอ (1 โครินธ์ 13:7 TNCV)

And as for me, I would never stop praying for you. If I stopped praying for you, I would be sinning against the Lord. I will continue to teach you the right way to live a good life. (1 Samuel 12:23)
ส่วนข้าพเจ้านั้นขออย่าให้ข้าพเจ้าทำบาปต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่าน ข้าพเจ้าจะยังคงสั่งสอนแนวทางอันดีงามและถูกต้องแก่ท่าน (1 ซามูเอล 12:23 TNCV)

Never stop praying. (1 Thessalonians 5:17)
จงอธิษฐานอยู่เสมอ (1 เธสะโลนิกา 5:17 TNCV)

4.) Think carefully before answering. Be considerate and gentle (if possible) in your response. Be polite. Try to  avoid an argument, if possible. It may be possible to be gentle even if you have to be firm.
๔.) คิดอย่างรอบคอบก่อนที่จะตอบ ตอบอย่างมีน้ำใจ อ่อนโยน สุภาพ พยายามหลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาทกันถ้าเป็นไปได้ เราสามารถอ่อนโยนได้ถึงแม้ว่าเราต้องมีความหนักแน่นมั่นคงในบางสิ่ง

Love is patient and kind. Love is not jealous, it does not brag, and it is not proud.
Love is not rude, it is not selfish, and it cannot be made angry easily. (1 Corinthians 13: 4, 5)
ความรักย่อมอดทนนาน ความรักคือความเมตตา ไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง
ไม่หยาบคาย ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว ไม่จดจำความผิด (1 โครินธ์ 13:4-5 TNCV)

It is better to have nothing but a dry piece of bread to eat in peace than a whole house full of food with everyone arguing. (Proverbs 17:1)
เศษเสี้ยวอาหารที่เย็นชืดพร้อมกับความสงบสุข ดีกว่าบ้านที่มีงานฉลองกันเต็มที่ พร้อมกับการทะเลาะวิวาท (สุภาษิต 17:1 TNCV)

A gentle answer makes anger disappear, but a rough answer makes it grow. (Proverbs 15:1)
คำตอบอ่อนหวานช่วยระงับความโกรธ แต่ถ้อยคำเผ็ดร้อนยั่วโทสะ (สุภาษิต 15:1 TNCV)

5.) Tell the truth.
๕.) พูดความจริง

Then we will no longer be like babies. We will not be people who are always changing like a ship that the waves carry one way and then another. We will not be influenced by every new teaching we hear from people who are trying to deceive us—those who make clever plans and use every kind of trick to fool others into following the wrong way. No, we will speak the truth with love. We will grow to be like Christ in every way. (Ephesians 4: 14, 15)
เมื่อนั้นเราจะไม่เป็นทารกอีกต่อไป ถูกกระแสซัดไปซัดมา ถูกพัดไปทางโน้นทางนี้โดยลมปากแห่งคำสอนและโดยกลลวงอันฉ้อฉลแยบยลของมนุษย์ แต่โดยการพูดความจริงด้วยความรัก เราจะเติบโตขึ้นในทุกสิ่งสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะคือพระคริสต์ (เอเฟซัส 4:14-15 TNCV)

A public correction is better than hidden love. Trustworthy are the bruises of a friend; excessive are the kisses of an enemy. (Proverbs 27:5 & 6 CEB)
ตักเตือนอย่างเปิดเผย ยังดีกว่าซ่อนคำเตือนไว้ด้วยความรัก บาดแผลที่เพื่อนทำก็ยังน่าเชื่อถือ แต่จูบของศัตรูก็พร่ำเพรื่อไม่จริงใจ (สุภาษิต 27: 5 & 6 TNCV)

You will know the truth, and the truth will make you free. (John 8:32)
พวกคุณจะรู้จักความจริงและความจริงจะทำให้พวกคุณเป็นอิสระ (ยอห์น 8:32 ERV-TH)

The Lord says, “I don’t want evil people to die. I want them to change their lives so that they can live! I correct and punish the people I love. So show that nothing is more important to you than living right. Change your hearts and lives.”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตประกาศว่า เราพึงพอใจในความตายของคนชั่วร้ายหรือ? เราไม่ยินดีมากกว่าหรือเมื่อเขาหันจากทางชั่วของตนและมีชีวิตอยู่? เราว่ากล่าวและตีสอนผู้ที่เรารัก ดังนั้นจงกระตือรือร้นและกลับใจใหม่

(Ezekiel 18: 23; Revelation 3:19 -See also 2 Thessalonians 2 to understand this passage)
(เอเสเคียล 18:23; วิวรณ์ 3:19 TNCV -ถ้าคุณอยากจะเข้าใจอ่าน2 เธสะโลนิกา 2

6.) Try to resolve conflicts one-to-one if possible, only bringing in witnesses if necessary (after trying to resolve the conflict one-on-one or if doing so was not possible). Whatever the outcome (good or bad), forgive.
๖.) พยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งแบบหนึ่งต่อหนึ่งถ้าเป็นไปได้ หรือนำผู้เป็นพยานไปด้วยในกรณีที่จำเป็น (หลังจากพยายามที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งแบบหนึ่งต่อหนึ่งหรือหลังจากการทำแบบนั้นไม่เป็นผล) ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร (ดีหรือไม่ดี) ก็ให้อภัยซึ่งกันและกัน

If your brother or sister in God’s family does something wrong, go and tell them what they did wrong. Do this when you are alone with them. If they listen to you, then you have helped them to be your brother or sister again. (Matthew 18:15)
ถ้าพี่น้องทำบาปต่อคุณ ก็ให้ไปชี้แจงความผิดของเขาตัวต่อตัว ถ้าเขาฟัง คุณก็ได้เขากลับมาเป็นพี่น้องอีก (มัทธิว 18:15 ERV-TH)

But if they refuse to listen, go to them again and take one or two people with you. Then there will be two or three people who will be able to tell all that happened. (Matthew 18:16)
แต่ถ้าเขาไม่ยอมฟัง ก็ให้พาอีกคนหรือสองคนไปหาเขาด้วยกัน เพื่อจะได้มีพยานรู้เห็นสองหรือสามคน (มัทธิว 18:16 ERV-TH)

Then Peter came to Him and said, “Lord, how often shall my brother sin against me, and I forgive him? Up to seven times?”
เปโตรก็เข้ามาถามพระเยซูว่า “อาจารย์ครับ เมื่อพี่น้องทำบาปต่อผม ผมควรจะอภัยให้กี่ครั้งดีครับ สักเจ็ดครั้งเลย จะดีไหมครับ”

Jesus said to him, “I do not say to you, up to seven times, but up to seventy times seven.
พระเยซูตอบว่า “ใครบอกว่าแค่เจ็ดครั้ง ต้องเป็นเจ็ดสิบเจ็ดครั้ง”

(Matthew 18: 21 & 22 NKJV)
(มัทธิว 18:21 & 22 ERV-TH)

Love is not rude, it is not selfish, and it cannot be made angry easily. Love does not remember wrongs done against it. Love is never happy when others do wrong, but it is always happy with the truth. Love never gives up on people. It never stops trusting, never loses hope, and never quits.
(ความรัก) ไม่หยาบคาย ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว ไม่จดจำความผิด ความรักไม่ปีติยินดีในความชั่ว แต่ชื่นชมยินดีในความจริง ความรักปกป้องคุ้มครองเสมอ ไว้วางใจเสมอ มีความหวังอยู่เสมอและอดทนบากบั่นอยู่เสมอ

(1 Corinthians 13: 5-7)
(1 โครินธ์ 13:5-7 TNCV)

Be kind and loving to each other. Forgive each other the same as God forgave you through Christ. Christ died for us while we were still sinners, and by this God showed how much he loves us. We have been made right with God by the blood sacrifice of Christ. So through Christ we will surely be saved from God’s anger. I mean that while we were God’s enemies, he made friends with us through his Son’s death. And the fact that we are now God’s friends makes it even more certain that he will save us through his Son’s life. (Ephesians 4:32, Romans 5: 8-10)
จงเมตตาและสงสาร เห็นใจกันและกัน ให้อภัยต่อกันเหมือนที่พระเจ้าทรงอภัยแก่ท่านในพระคริสต์ พระเจ้าได้แสดงความรักต่อเรา โดยยอมส่งพระคริสต์มาตายเพื่อเรา ทั้งๆที่เรายังเป็นคนบาปอยู่ ตอนนี้พระเจ้ายอมรับเราแล้วเพราะเลือดของพระคริสต์ ยิ่งกว่านั้นเราจะรอดพ้นจากความโกรธของพระเจ้าเพราะพระคริสต์อย่างแน่นอน ขนาดตอนที่เราเป็นศัตรูกับพระเจ้า ความตายของพระบุตรยังทำให้เรากลับมาคืนดีกับพระเจ้าได้เลย แล้วตอนนี้เราได้กลับมาคืนดีกับพระเจ้าแล้ว ดังนั้นชีวิตของพระบุตรจะต้องทำให้เราได้รับความรอดอย่างแน่นอน
(เอเฟซัส 4:32 TNCV; โรม 5:8-10 ERV-TH)

You killed Jesus by nailing him to a cross. But God, the same God our fathers had, raised Jesus up from death. God has sent his special servant Jesus. He sent him to you first. He sent him to bless you by causing each of you to turn away from your evil ways. (Acts 5: 30, 3: 26)
พระเยซูซึ่งพวกท่านประหารโดยแขวนไว้ที่ต้นไม้นั้นพระเจ้าของบรรพบุรุษของเราได้ทรงให้เป็นขึ้นจากตาย เมื่อพระเจ้าทรงยกผู้รับใช้ของพระองค์ขึ้นมาแล้วก็ทรงส่งพระองค์มายังพวกท่านก่อนเพื่ออวยพรท่านโดยทำให้แต่ละคนหันจากวิถีชั่วของตน (กิจการของอัครทูต 5:30, 3:26 TNCV)

Yes, God loved the world so much that he gave his only Son, so that everyone who believes in him would not be lost but have eternal life. God sent his Son into the world. He did not send him to judge the world guilty, but to save the world through him. People who believe in God’s Son are not judged guilty. But people who do not believe are already judged, because they have not believed in God’s only Son. They are judged by this fact: The light has come into the world. But they did not want light. They wanted darkness, because they were doing evil things. Everyone who does evil hates the light. They will not come to the light, because the light will show all the bad things they have done. But anyone who follows the true way comes to the light. Then the light will show that whatever they have done was done through God. (John 3:16-21)
เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์ เพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาในโลกเพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยโลกให้รอดโดยทางพระบุตรนั้น ผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ก็ไม่ถูกพิพากษา แต่ผู้ใดที่ไม่เชื่อก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว เพราะเขาไม่เชื่อในพระนามของพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า คำตัดสินเป็นดังนี้คือ ความสว่างได้เข้ามาในโลก แต่มนุษย์รักความมืดแทนที่จะรักความสว่าง เพราะการกระทำของพวกเขาชั่วร้าย ทุกคนที่ทำชั่วก็เกลียดความสว่าง และจะไม่เข้ามาในความสว่างเพราะกลัวว่าการกระทำของตนจะถูกเปิดโปง แต่ผู้ใดที่มีชีวิตอยู่โดยความจริงย่อมมาสู่ความสว่าง เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าสิ่งที่ตนทำนั้นได้ทำไปโดยพึ่งพระเจ้า (ยอห์น 3:16-21 TNCV)

Believe in the Lord Jesus and you will be saved. (Acts 16:31)
จงเชื่อในองค์พระเยซูเจ้า แล้วท่านจะได้รับความรอด (กิจการของอัครทูต 16:31 TNCV)

Perhaps you are not yet ready to believe. You don’t know yet who Jesus is. You don’t want to make a decision based on limited information. Please give Him a chance. Study His word and see what He can do for you, for He says:
บางทีคุณอาจจะยังไม่พร้อมที่จะเชื่อ หรือคุณยังไม่รู้ว่าพระเยซูคือใคร คุณไม่ต้องการที่จะตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่จำกัด โปรดให้โอกาสแก่พระองค์ โดยศึกษาพระคำของพระองค์และลองดูว่าพระองค์จะทำอะไรเพื่อคุณบ้าง เพราะพระองค์ได้ตรัสไว้อย่างนั้น:

“You carefully study the Scriptures. You think that they give you eternal life. These same Scriptures tell about me!” (John 5:39)
ท่านขยันศึกษา พระคัมภีร์เพราะท่านคิดว่าโดยพระคัมภีร์ท่านจะได้ชีวิตนิรันดร์ พระธรรมเหล่านั้นคือพระคัมภีร์ที่เป็นพยานเกี่ยวกับเรา (ยอห์น 5:39 TNCV)

Everything that was written in the past was written to teach us. Those things were written so that we could have hope. That hope comes from the patience and encouragement that the Scriptures give us. (Romans 15: 4)

ทุกอย่างที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ในสมัยก่อนนั้น ก็เขียนไว้เพื่อสั่งสอนเรา เพื่อว่าในขณะที่เราอดทนและได้รับกำลังใจจากพระคัมภีร์ เราจะได้ยึดมั่นในความหวังที่เรามี (โรม 15: 4 ERV-TH)

I think English texts from the Bible (unless otherwise cited) are from the ERV (Easy to Read Version).

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s